ทุกคนรู้จัก Microsoft Word ใช่มั้ยครับ? ผมมั่นใจว่าใช่ แล้วถ้าถามต่อว่า มีใครใช้ Microsoft Word เป็นบ้าง ผมคิดว่าคำตอบคือ “คนส่วนใหญ่” ใช้เป็น แต่คำว่า “ใช้ Microsoft Word เป็น” จริงๆ แล้วมันแปลว่าอะไร?
คนส่วนใหญ่ใช้ Microsoft Word เพื่อพิมพ์งาน, ทำเอกสาร, จัดหน้า, แปะรูปนิดหน่อย อันนี้ก็เรียกว่า “ใช้เป็น” คือสามารถใช้มันพิมพ์งานทั่วๆ ไปได้
บางคนสามารถสร้างตาราง, ใส่แผนภูมิ, ทำ Header, Footer, ทำจดหมายเวียน, ใส่สูตรทางคณิตศาสตร์ อันนี้ก็เรียกว่า “ใช้เป็น” เหมือนกัน แต่เริ่มทำได้หลายอย่าง
บางคนที่เซียนจริงๆ อาจจะสามารถเขียน VB Script, ทำตัวเชื่อมต่อจากฐานข้อมูลภายนอก, ทำสารบัญแบบ Reference, สร้าง Template ของตัวเอง อันนี้ก็คือใช้เป็น แต่เป็นการใช้เป็นระดับ Power User หรือภาษาไทยเรียกสั้นๆ ว่า “เซียน”
ทั้งๆ ที่เป็น Microsoft Word เหมือนกัน แต่พอยื่นให้คนต่างกัน ผลที่ได้ลัพท์ออกมาก็ต่างกัน
ถ้ามองแบบกว้างๆ Microsoft Word ก็เหมือน “อุปกรณ์” อย่างนึง ลองเปรียบเทียบกับ “มีด” นะครับ ถ้าเรายื่น “มีด” ให้พ่อครัว เค้าก็สามารถสร้างสรรค์อาหารออกมา, ยื่นให้คนขายหมู เค้าก็ทำให้หมูออกมาเป็นชิ้นๆ สวยงามได้ ถ้ายื่นให้ฆาตกร เค้าก็สามารถเอามันไปใช้ฆ่าคนได้…พอมองภาพออกใช่มั้ยครับ?
Microsoft Word เองก็เหมือนกัน มันเป็นเครื่องมือที่มีความสามารถหลากหลายมากมาย แต่คนส่วนใหญ่ก็ใช้แค่พิมพ์งาน แต่กลับมีคนบางกลุ่มใช้มันทำมากกว่านั้น ในทาง UI เลยแบ่ง User ตามหลักนี้ออกเป็น 2 กลุ่มคือ
(รูปจากที่นี่ครับ)
1. กลุ่ม User ทั่วไป
เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ใช้ UI ของเรา คนกลุ่มนี้จะใช้ความสามารถหลักๆ ของ Application ซึ่ง “ควรจะ” เป็นความสามารถที่สามารถใช้งานและจับต้องได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น
- Microsoft Word – สามารถพิมพ์งานทั่วๆ ไปได้
- Microsoft Excel – สามารถทำตารางเพื่อบวกเลขแบบง่ายๆ ได้
- Internet Exporer – สามารถเข้าเว็บได้
- Faceboook – สามารถเพิ่มเพื่อน, คอมเม้นเพื่อนได้
ความสามารถที่ยกตัวอย่างนี้ มันคือความสามารถ “ผิวๆ” ของ Application นั้นๆ เท่านั้น ถ้าดูจากรูปแล้วเปรียบเทียบว่า ก้อนน้ำแข็งก้อนนี้คือความสามารถทั้งหมดของ Application ส่วนเล็กๆ ที่อยู่เหนือน้ำขึ้นไปนี่แหล่ะ คือส่วนที่ออกแบบมาสำหรับ User แต่ไอ้ “ผิวๆ” นี่แหล่ะครับคือสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับการออกแบบ UI
สรุป – User คือคนส่วนใหญ่ที่ใช้ความสามารถส่วนน้อย
2. กลุ่ม Power user
กลุ่มนี้คือ คนส่วนน้อยแต่มีความสามารถในการใช้ความสามารถยากๆ ของ Application ได้ ยกตัวอย่างเช่น
- Microsoft Word – สามารถสร้าง VB Script เพื่อช่วยจัดการงานได้
- Microsoft Excel – สามารถสร้างสมการยากๆ ที่ประกอบด้วย If/Else ได้
- Internet Exporer – รู้จัก Bookmark, ใช้ History, ตั้งค่าการเข้า Internet ได้
- Faceboook – สร้างและตกแต่ง Fanpage ได้, เข้าใจ Graph API
เปรียบเทียบกับรูปก้อนน้ำแข็ง คนพวกนี้คือคนที่ใช้ความสามารถที่อยู่ในน้ำ ซึ่งคือความสามารถ “ส่วนใหญ่” ของระบบ คนพวกนี้คือผู้ใช้ระดับสูง สามารถใช้เครื่องมือให้เกิดประโยชน์และตอบสนองความต้องการได้สูงสุด
สรุป – Power user คือคนส่วนน้อยที่ใช้ความสามารถส่วนใหญ่
ดังนั้น เวลาทำการออกแบบ UI ของ Application หรือเว็บไซต์ หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้วว่าจะทำ Application เพื่ออะไร ก็ต้องมาคิดต่อว่า อะไรคือความสามารถหลัก ที่เราต้องการให้คนส่วนใหญ่ใช้
ความยากของมันอยู่ตรงที่ เราจะใช้อะไรมาแบ่งว่า ความสามารถไหนสร้างมาสำหรับ User, ความสามารถไหนสร้างมาสำหรับ Power user เพราะแน่นอนว่าต้องมีความสามารถหลายๆ อย่างที่จะก้ำกึ่งว่าจะแบ่งอะไรยังไง ดังนั้น Phase นี้จะเป็น Phase ที่สำคัญมาก
หลังจากที่แบ่งได้แล้ว ตอนออกแบบ UI เราก็ต้องมั่นใจว่า UI ที่สร้างมาสำหรับ User ต้องเป็นอะไรที่ชัดเจนและใช้งานได้ง่ายมากๆ ในขณะที่ UI สำหรับ Power User อาจจะมีความซับซ้อนบ้าง ซึ่งก็ถือว่ายอมรับได้
ส่วนตัวแล้ว ถ้าผมต้องทำ Application ใหม่ ผมจะเน้นทำแต่ UI สำหรับ User เป็นหลัก แล้วค่อยๆ ดู Feedback จาก User ว่ามีใครต้องการอะไรเพิ่ม แล้วค่อยๆ เลือกว่าจะสร้างความสามารถอะไรให้ใครดี
อ่านถึงตอนนี้เพื่อนๆ คงได้ไอเดียในการออกแบบ Application และ UI มากยิ่งขึ้นนะครับ ขอบคุณครับ


