User Interface สำหรับคน 2 กลุ่ม

ทุกคนรู้จัก Microsoft Word ใช่มั้ยครับ? ผมมั่นใจว่าใช่ แล้วถ้าถามต่อว่า มีใครใช้ Microsoft Word เป็นบ้าง ผมคิดว่าคำตอบคือ “คนส่วนใหญ่” ใช้เป็น แต่คำว่า “ใช้ Microsoft Word เป็น” จริงๆ แล้วมันแปลว่าอะไร?

คนส่วนใหญ่ใช้ Microsoft Word เพื่อพิมพ์งาน, ทำเอกสาร, จัดหน้า, แปะรูปนิดหน่อย อันนี้ก็เรียกว่า “ใช้เป็น” คือสามารถใช้มันพิมพ์งานทั่วๆ ไปได้

บางคนสามารถสร้างตาราง, ใส่แผนภูมิ, ทำ Header, Footer, ทำจดหมายเวียน, ใส่สูตรทางคณิตศาสตร์ อันนี้ก็เรียกว่า “ใช้เป็น” เหมือนกัน แต่เริ่มทำได้หลายอย่าง

บางคนที่เซียนจริงๆ อาจจะสามารถเขียน VB Script, ทำตัวเชื่อมต่อจากฐานข้อมูลภายนอก, ทำสารบัญแบบ Reference, สร้าง Template ของตัวเอง อันนี้ก็คือใช้เป็น แต่เป็นการใช้เป็นระดับ Power User หรือภาษาไทยเรียกสั้นๆ ว่า “เซียน”

ทั้งๆ ที่เป็น Microsoft Word เหมือนกัน แต่พอยื่นให้คนต่างกัน ผลที่ได้ลัพท์ออกมาก็ต่างกัน

ถ้ามองแบบกว้างๆ Microsoft Word ก็เหมือน “อุปกรณ์” อย่างนึง ลองเปรียบเทียบกับ “มีด” นะครับ ถ้าเรายื่น “มีด” ให้พ่อครัว เค้าก็สามารถสร้างสรรค์อาหารออกมา, ยื่นให้คนขายหมู เค้าก็ทำให้หมูออกมาเป็นชิ้นๆ สวยงามได้ ถ้ายื่นให้ฆาตกร เค้าก็สามารถเอามันไปใช้ฆ่าคนได้…พอมองภาพออกใช่มั้ยครับ?

Microsoft Word เองก็เหมือนกัน มันเป็นเครื่องมือที่มีความสามารถหลากหลายมากมาย แต่คนส่วนใหญ่ก็ใช้แค่พิมพ์งาน แต่กลับมีคนบางกลุ่มใช้มันทำมากกว่านั้น ในทาง UI เลยแบ่ง User ตามหลักนี้ออกเป็น 2 กลุ่มคือ

(รูปจากที่นี่ครับ)

1. กลุ่ม User ทั่วไป

เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ใช้ UI ของเรา คนกลุ่มนี้จะใช้ความสามารถหลักๆ ของ Application ซึ่ง “ควรจะ” เป็นความสามารถที่สามารถใช้งานและจับต้องได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น

  1. Microsoft Word – สามารถพิมพ์งานทั่วๆ ไปได้
  2. Microsoft Excel – สามารถทำตารางเพื่อบวกเลขแบบง่ายๆ ได้
  3. Internet Exporer – สามารถเข้าเว็บได้
  4. Faceboook – สามารถเพิ่มเพื่อน, คอมเม้นเพื่อนได้

ความสามารถที่ยกตัวอย่างนี้ มันคือความสามารถ “ผิวๆ” ของ Application นั้นๆ เท่านั้น ถ้าดูจากรูปแล้วเปรียบเทียบว่า ก้อนน้ำแข็งก้อนนี้คือความสามารถทั้งหมดของ Application ส่วนเล็กๆ ที่อยู่เหนือน้ำขึ้นไปนี่แหล่ะ คือส่วนที่ออกแบบมาสำหรับ User แต่ไอ้ “ผิวๆ” นี่แหล่ะครับคือสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับการออกแบบ UI

สรุป – User คือคนส่วนใหญ่ที่ใช้ความสามารถส่วนน้อย

2. กลุ่ม Power user

กลุ่มนี้คือ คนส่วนน้อยแต่มีความสามารถในการใช้ความสามารถยากๆ ของ Application ได้ ยกตัวอย่างเช่น

  1. Microsoft Word – สามารถสร้าง VB Script เพื่อช่วยจัดการงานได้
  2. Microsoft Excel – สามารถสร้างสมการยากๆ ที่ประกอบด้วย If/Else ได้
  3. Internet Exporer – รู้จัก Bookmark, ใช้ History, ตั้งค่าการเข้า Internet ได้
  4. Faceboook – สร้างและตกแต่ง Fanpage ได้, เข้าใจ Graph API

เปรียบเทียบกับรูปก้อนน้ำแข็ง คนพวกนี้คือคนที่ใช้ความสามารถที่อยู่ในน้ำ ซึ่งคือความสามารถ “ส่วนใหญ่” ของระบบ คนพวกนี้คือผู้ใช้ระดับสูง สามารถใช้เครื่องมือให้เกิดประโยชน์และตอบสนองความต้องการได้สูงสุด

สรุป – Power user คือคนส่วนน้อยที่ใช้ความสามารถส่วนใหญ่

 

ดังนั้น เวลาทำการออกแบบ UI ของ Application หรือเว็บไซต์ หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้วว่าจะทำ Application เพื่ออะไร ก็ต้องมาคิดต่อว่า อะไรคือความสามารถหลัก ที่เราต้องการให้คนส่วนใหญ่ใช้

ความยากของมันอยู่ตรงที่ เราจะใช้อะไรมาแบ่งว่า ความสามารถไหนสร้างมาสำหรับ User, ความสามารถไหนสร้างมาสำหรับ Power user เพราะแน่นอนว่าต้องมีความสามารถหลายๆ อย่างที่จะก้ำกึ่งว่าจะแบ่งอะไรยังไง ดังนั้น Phase นี้จะเป็น Phase ที่สำคัญมาก

หลังจากที่แบ่งได้แล้ว ตอนออกแบบ UI เราก็ต้องมั่นใจว่า UI ที่สร้างมาสำหรับ User ต้องเป็นอะไรที่ชัดเจนและใช้งานได้ง่ายมากๆ ในขณะที่ UI สำหรับ Power User อาจจะมีความซับซ้อนบ้าง ซึ่งก็ถือว่ายอมรับได้

ส่วนตัวแล้ว ถ้าผมต้องทำ Application ใหม่ ผมจะเน้นทำแต่ UI สำหรับ User เป็นหลัก แล้วค่อยๆ ดู Feedback จาก User ว่ามีใครต้องการอะไรเพิ่ม แล้วค่อยๆ เลือกว่าจะสร้างความสามารถอะไรให้ใครดี

อ่านถึงตอนนี้เพื่อนๆ คงได้ไอเดียในการออกแบบ Application และ UI มากยิ่งขึ้นนะครับ ขอบคุณครับ

ว่าด้วยเรื่อง “การเปลี่ยน Password” ของ Wongnai.com

วันก่อนมีโอกาสได้รู้จักและเข้าไปสัมผัส Wongnai.com (อ่านว่า วงใน) ซึ่งเป็นเว็บไซต์รวบรวมร้านอาหารและ review เค้าโฆษณาว่ามีตั้ง 7000 กว่าร้านแหน่ะ น่าสนใจมาก แถมมีโปรแกรมบน iPhone ด้วย โดยส่วนตัวผมเข้าใจว่า concept น่าจะคล้ายๆ yelp.com

ตอนเข้าหน้าเว็บก็รู้สึกตื่นเต้นมากเลยครับ เพราะอยากใช้ service แบบนี้ในไทยมานานแล้ว แถมมีร้านอาหารเยอะขนาดนี้ น่าสนใจมากๆ
สิ่งแรกที่ผมทำก็คือการโหลดโปรแกรมมาลง iPhone ก่อนเลยครับ พอได้โปรแกรมมาปุ้บเข้าไปครั้งแรกยังไม่มี user ก็เลยสมัครก่อน โดยสมัครผ่าน iPhone ได้เลย สะดวกมากๆ ไม่ต้องเข้าเว็บ
พอสมัครเสร็จปุ้บ มันก็ส่ง username/password มาให้ผมทางอีเมล์ แต่ password เป็น password ที่ยาวมากครับ ให้ตายก็จำไม่ได้ ก็เลยกะว่าจะไปเปลี่ยนซะหน่อย…

พอคิดจะเปลี่ยน password ก็เลยกลายเป็นที่มาของโพสต์นี้ทันที

เพราะอะไรน่ะเหรอครับ เพราะผม…หาที่เปลี่ยน password ใน iPhone ไม่เจอออออ (โว้ยยยยยยยยย)
ก็เลยลองเข้าเว็บผ่านคอมพิวเตอร์ดูเผื่อว่าจะมีปุ่ม พอเข้าเว็บ login ด้วย password แสนยาวเหยียดที่ต้องไปจดมาจากอีเมล์ก็เจอหน้าตาแบบนี้ครับ

wongnai

ส่วนในหัวของผมที่หาปุ่มเปลี่ยน Password เห็นเป็นภาพนี้ครับ

เลข 1 คือเลขที่ผมกดก่อน ปรากฏว่ากดแล้วมาทีเดิม ก็เลยไปกดเลข 2 ก็เจอหน้านี้ครับ


กดแล้วดูผ่านปรื้บเดียว มองไม่เห็นปุ่มเปลี่ยน Password แต่อย่างใด รู้สึกเศร้าเสียใจมาก จึงรีบไป tweet บอก @wongnai ว่าข้าพเจ้าหาปุ่มเปลี่ยน password ไม่เจอครับ แต่ก็หามีเสียงตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียกไม่

ก็เลย…เลิกใช้ครับ แล้วตั้งใจว่าจะมาเขียนโพสนี้ซะหน่อย แต่มันน่าแปลกใจมาก ที่อยู่ดีๆ มา snapshot รูปวันนี้ก็พบเจอปุ่ม “เปลี่ยนรหัสผ่าน” แล้วครับ (ไม่รู้ว่าปุ่มนี้มาตั้งแต่เมื่อไร)

แต่มองรอบแรกผมก็ยังไม่เห็นนะครับ เพราะปุ่มมันเล็กมาก ถึงจะวางไว้ข้างบนสุดก็โดนความเด่นของอีเมล์บังอยู่ดี ผมต้องมองตั้ง 2 รอบแหน่ะกว่าจะเห็น

สรุปก็คือ อยากให้ wongnai เปลี่ยน password ได้ทั้งใน iPhone และทำให้ปุ่มเปลี่ยน password มันเด่นกว่านี้อีกหน่อยครับ ไม่งั้นจะมีลูกค้าตาเบลอแบบผมโวยวายอีกเยอะ :)

วิจารณ์ UI ของ application บน iPhone (Budget Planner)

ไปอ่านเจอ โพสต์นี้ของ Smashing แล้วน่าสนใจเลยเอามาแชร์ครับ

App ที่เค้าเอามาวิเคราะห์ชื่อ Budget Planner ครับ มันเอาไว้วางแผนรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือน

ดู UI ปัจจุบันนะครับ

ก็จะมีให้กรอกว่าเรามีรายรับรายจ่ายอะไรได้ แบ่งเป็นประเภทยังไง

จากนั้นมันก็จะสรุปออกมาให้เราเป็นปฏิทินว่าแต่ละวันเราจะเหลือเงินเท่าไรบ้าง ถึงปลายเดือนแล้วหมดตัวรึเปล่า ก็ว่ากันไป

คราวนี้คุณ Alex ที่เป็นคนวิจารณ์ App นี้เค้าก็อธิบายปัญหาใหญ่สุดของ UI ขอ App ตัวนี้คือหน้าปฏิทินนั่นเอง คำอธิบายตามนี้ครับ

ขออนุญาติยกมาแปลนะครับ

  1. ไม่รู้ว่ายอดเงินที่โชว์ในแต่ละวันหายไปไหนบ้าง อย่างเช่น วันที่ 3 มี 358 พอวันที่ 4 กลายเป็น 1058 ไม่รู้ว่าเกิดไรขึ้น แล้วมันก็ไม่เด่นเลย ดูยาก
  2. ไม่เห็นภาพรวม (ที่มองแล้วเข้าใจได้ในทันที)
  3. การโชว์แบบปฏิทิน ทำให้ไม่สามารถดูแบบคร่อมเดือนได้ (เช่น ดูเดือนนี้ครึีงเดือน เดือนหน้าอีกครึ่งเดือน)

เค้าก็เลยเสนอให้ทำแบบนี้

ออกมาเป็นกราฟเส้นซะเลย!

คราวนี้มันชัดมากเลยครับ คือมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าติดลบรึเปล่า ถ้าติดลบก็เห็นทันทีว่าเพราะรายจ่ายอะไรทำให้เราติดลบ

สามารถ zoom in/out ได้ แล้วก็ pan ไปมาเพื่อดูยอดแต่ละเดือนได้

เรียกว่าแก้ข้อบกพร่องที่เค้าบอกหมดเลย แถมใช้ feature touch ของ iPhone ได้คุ้มค่าอีกด้วย

แก้แบบนี้น่าจะ work จริง รับรองว่าโปรแกรมเมอร์แก้ไม่เหนื่อยฟรีแน่ :)

ตัวอย่างหน้า Error สุด Cool ของเว็บดังๆ ปี 2010

เว็บยิ่งฮิตยิ่งมีคนเข้าเยอะ มันก็ต้องมีล่มบ้างอะไรบ้าง หรือไม่บางที link เสียเข้าไม่เจอก็ต้องมี error บ้างเหมือนกัน

ตอนนี้เว็บเมืองนอกกำลังฮิตทำ mascot เวลามี error พวกนี้ เวลาคนเข้าเว็บแล้วจะได้หายเครียด (หรือเครียดกว่าเดิม)

มาดูกันดีกว่าว่ามีตัวอะไรบ้าง จะได้เป็น idea เวลาเว็บของตัวเองมี error

Twitter

ฮิตสุดตอนนี้ไม่มีอะไรเกินปลาวาฬ twitter ไปได้ ใครที่บอกว่าตัวเองเป็นเซียน twitter แต่ไม่เคยเห็นหน้านี้แปลว่า ไม่ใช่เซียนตัวจริง (เพราะพี่ twitter แกล่มบ่อยมาก)

FourSquare

ใครๆ ก็เห่อ check-in กัน ขยับทีนึงก็ check-in ตลอด

Bit.ly

เว็บ shorten urls ที่ฮิตที่สุดในโลก

Digg

ต้นฉบับ web digg แห่งแรกของโลก

Reddit

เว็บข่าวสุดฮิต (แต่ตอนนี้เริ่มไม่ฮิตเท่าไรแล้ว)

เว็บไทยมีแบบนี้บ้างมั้ยหนอ ถ้าใครเคยเห็นรบกวนแจ้งด้วยนะครับ จะได้ไปหาข้อมูลมาลง

Tutorial เพื่อสร้าง User Experience ของ Treasure Hunter

หลังจากโพสที่แล้วผมเอา collection ของ tutorial จากเกม FarmVille มาลง วันนี้เอาของอีกเกมจากค่าย Zynga ชื่อเกมว่า Treasure Hunter มาให้ดูครับ

ไป step by step กันเลยดีกว่า :)

เข้าเกมมาก็จะเจอ introduction ของเกมว่าเกมนี้มีจุดประสงค์อะไร อันนี้ต้องทำให้สั้นกระชับไว้

Zynga ยังคงเน้นตัวละครน่ารักๆ เหมือนเดิม ทีมงานกราฟฟิคน่าจะเป็นทีมเดิมจาก FarmVille

พอเข้าสู่ tutorial เค้าก็จะสอนให้เราขุด อันนี้ก็คือคลิกที่พื้นแล้วคลิกไปเรื่อยๆ กดอย่างอื่นไม่ได้เลย ต้องขุดอย่างเดียว

ด้านล่างของหน้าจอนี่ทำเหมือน FarmVille เกือบหมดเลยครับ ดังนั้นคนที่เคยเล่น FarmVille แล้วมาเล่นเกมนี้จะเริ่มต้นได้เร็วมาก (คือมี learning curve ที่ต่ำ) เล่นแป้ปเดียวก็เป็นแล้ว

อันนี้เป็นความตั้งใจของ Zynga เองที่อยากให้คนที่เคยเล่นเกมของเค้าแล้ว สามารถเล่นเกมใหม่ๆ ที่ผลิตออกมาได้ง่ายและทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว

หลังจากขุดไปซักพักก็จะได้ archivement ให้เรารู้สึกดีใจนิดนึง สามารถแชร์แบ่งปันให้เพื่อนๆ รู้ได้ตามสูตรสำเร็จของเกมบน social network

ถ้าเราพยายามทำอย่างอื่นที่นอกเหนือจากที่ tutorial เค้าบอกไ้้ว้ก็จะโดนขัดขวางครับ อย่างตอนนี้ผมพยายามจะหนีออกจากเกาะ แต่มันไม่ยอม

วิธีการหลีกเลี่ยงความผิดพลาดของผู้ใช้ที่ดีทีุ่สุดก็คือ การไม่ยอมให้เค้าทำผิดพลาดเลยนั่นเอง และนี่คือสิ่งที่ Zynga ทำ

พอขุดๆ ไปอีกซักพักก็จะมีแนะนำให้ชวนเพื่อนๆ มาเล่นครับ นี่ก็อีกสูตรสำเร็จของเกมบน social network การชวนเพื่อนมาเล่นด้วยกันหรือถ้าใช้ภาษาตามหลักการตลาดก็คือ Viral marketing นั่นเอง

พอเราทำตาม tutorial จบ (ขุดจนรอบเกาะ) เราก็จะได้ archivement กลายร่างเป็นเลเวล 2 สามารถซื้อของแปลกๆ ได้มากขึ้น และออกจากเกาะได้แล้ว

เวลาเลเวลอัพก็แชร์ให้เพื่อนๆ รู้บน Facebook ได้เช่นเคย

จบแล้วครับส่วน tutorial ตอนเริ่มเกม Treasure Hunter จะเห็นได้ว่าคล้ายกับ FarmVille มากทีเดียว

นี่อาจจะเป็นสูตรสำเร็จของการทำ tutorial บนเกมบน social network แล้วก็ได้

การทำ Tutorial เพื่อสร้าง User experience ของเกม FarmVille

ณ วันนี้ ในวงการอินเตอร์เน็ต น้อยคนมากถ้าพูดถึงเกมปลูกผักแล้วจะไม่รู้จัก

ใช่แล้วครับ วันนี้เราจะมาพูดถึงเกมปลูกผักกัน :)

เนื่องจากเว็บนี้เป็นเว็บเกี่ยวกับ UI เราเลยจะไม่พูดถึงความสนุกของการเก็บผัก แต่จะมาพูดถึง User experience ที่ทำให้คนรักและชอบปลูกผักกันนักกันหนาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สัมผัส

ใดๆ ในโลกก็ไม่สำคัญเท่า first impression ถ้าคุณทำเกมแล้วไม่สามารถดึงผู้เล่นไว้ให้ได้ตั้งแต่ครั้งแรก กว่าเค้าจะให้โอกาสคุณมาลองเล่นเกมของคุณอีกทีก็คงกินเวลาอีกนานโข และ Farmville สามารถสร้าง first impression ได้ค่อนข้างดีทีเดียว มาดูกันดีกว่าว่าเค้าทำอะไรบ้าง

หลังจากเข้าเกมครั้งแรก เราก็จะเจอกับแถบ loading นี้ครับ ก็ต้องรอจนโหลดเสร็จก่อน

บทเรียนแรกของหน้าจอข้างบนนี้คือ “loading bar นั้นสำคัญไฉน” ถ้าไม่มี loading bar แล้ว คนทีคลิกเข้ามาก็คงงงว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมหน้าจอไม่มีอะไรขึ้นมาเลย นี่เรากำลังเข้าเกมจริงหรือเปล่า ดังนั้น ถ้าเว็บของคุณหรือโปรแกรมของคุณโหลดนาน จงอย่าลืมใส่ loading bar เข้าไป

ลองคิดถึงโลกแห่งความจริงด้วย อะไรก็ตามที่ต้องรอ ยกตัวอย่างเช่น ไปธนาคาร เค้าก็จะมีให้กดบัตรคิว นั่นก็คือ 1 ในวิธีของการแสดง loading bar ว่าเราต้องรออีกนานแค่ไหน

ถ้าคิดจะให้ใครรอ อย่าลืมบอกเค้าด้วยล่ะ ว่าเค้าต้องรอนานเท่าไร และถ้าจะให้ดี บอกเค้าไปเลยว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่เค้าถึงต้องรอ แค่นี้ก็ทำให้คนที่รออยู่รู้สึกดีขึ้นแล้ว

หลังจากนั้นเราก็ต้องเลือกเพศว่าเราเป็น ชาย หรือ หญิง (ไม่มีเพศที่สามนะครับ) หน้านี้ชัดเจนมาก และคุณทำอะไรผิดพลาดในหน้านี้ไม่ได้เลย เพราะ

  1. คุณกดตรงอื่นของหน้านี้ไม่ได้เลย
  2. ไม่ว่าคุณจะกดที่รูป หรือ กดที่คำว่า female/male ก็มีค่าเท่ากัน
  3. ถ้าคุณกดปิดมันก็ไม่ให้คุณปิดหรอกครับ (แล้วจะมีปุ่มปิดไว้ทำไมเนี่ย)

หลังจากเลือกเพศเสร็จแล้วก็จะมาเจอกับหน้านี้ ก็คือเริ่มเล่นละ ตอนนี้ถ้าคุณเคยเล่นมาก่อนคุณจะกดอะไรไปเลยก็ได้ รึจะกด skip tutorial ก็ได้

แต่ถ้าคนไม่เคยเล่นก็จะเห็นทันทีว่า อ้อ มันให้เรา Harvest your crops ด้วยการกดปุ่มที่มันชี้ข้างล่างขวานะ (ปุ่มลูกศรนี้จะขยับด้วยนะครับ ทำให้คนเล่นสามารถเห็นได้ง่าย)

Tutorial สำคัญมากสำหรับเกม ทุกเกม ย้ำเลยนะครับ ว่าทุกเกม เพราะการจะให้คนเล่นเกมเราแล้วสนุกได้ เค้าจะต้องเข้าใจเกมเราเสียก่อน การที่จะทำให้เค้าเข้าใจได้ ก็ต้อง “สอน” ให้คนเล่น “เป็น”

ดังนั้นถ้าสอนไม่ดีทุกอย่างก็จบ ถ้าทำ tutorial แล้วคนไม่เข้าใจ ทุกอย่างก็จบ

first impression สำคัญมาก ถ้า tutorial ดี คนเล่นเข้าใจ รับรองว่าเค้ากลับมาเล่นต่อแน่นอน

หลังจากผมกดปุ่มชี้ขวาล่างปุ้บ ลูกศรมันก็จะย้ายมาชี้ที่แปลกผักแทน ก็แปลว่าให้ผมคลิกที่แปลงผักต่อ

สังเกตุนะครับว่า เค้าใส่คำว่า “Click to harvest” ไว้ตรงนี้ด้วย เพราะกลัวคนไม่เข้าใจว่าให้ “คลิก”

คือ farmville เนี่ย เพื่อให้เราเข้าใจว่าเราต้องคลิกที่แปลงผักเพื่อเก็บเกี่ยว เค้าได้ทำ

  1. ทำลูกศรชี้แปลงผัก
  2. ไฮไลท์แปลงผัก
  3. เขียนคำอธิบายเพิ่มอีก

ดังนั้น อย่าคิดว่า ทำแค่อย่างเดียวจะพอ เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานความเข้าใจไม่เหมือนกัน

จุดประสงค์ของหน้านี้คือ “ทำไงก็ได้ให้คนคลิกที่แปลงผัก” ถ้าคนไม่เข้าใจว่าต้องคลิกทุกอย่างก็ fail ดังนั้น เค้าเลยต้องลงทุนทำหลายๆ อย่างที่ว่ามาครับ

หลังจากที่เราเก็บผักแล้ว เค้าก็จะสอนเราให้เคลียร์พื้นที่แปลงผักต่อ อันนี้ก็ใช้ิวิธีเดิมคือใช้ลูกศรชี้

หลังจากนั้นก็จะมีลูกศรชี้ให้คลิกที่แปลงผัก พร้อมคำอธิบายเช่นเดิม

จากนั้นก็บอกให้ปลูกผัก

แล้วก็มีลูกศรมาให้คลิกที่แปลงปลูกพร้อมคำอธิบาย

ก็จะมีหน้าต่างนี้เด้งขึ้นมา อันนี้โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบเท่าไร เพราะคำว่า Market มันยังเด่นไม่พอเลยไม่รู้ว่าอันนี้มันหน้าต่างอะไร

ถ้าเป็นผม ผมจะทำให้ฉากหลังจางไปด้วย คนจะได้รู้ว่า ไม่ต้องสนด้านหลังนะให้สนแต่ด้านหน้า

แต่หน้านี้ก็มีข้อดีอย่างนึงคือ เริ่มเกมมา เค้าให้เราปลูกผักได้แค่ชนิดเดียว ไม่ต้องงงว่าจะกดเลือกผักอะไร เราก็แค่กดที่ผักตามที่มันชี้บอก

หลังจากนั้นเราคลิกที่แปลงผักแล้ว มันก็จะบอกว่าเรา…Level up แล้ว

ณ จุดนี้ เกมทำให้ผมรู้สึกว่า ผมได้ทำอะไรซักอย่างสำเ้ร็จ มันเหมือนเป็นรางวัลที่ได้รับจากการทำตาม tutorial ซึ่งตัว tutorial เองก็ง่ายมาก

แม้จะเป็นรางวัลเล็กๆ น้อยๆ แต่มันก็ทำให้คนเล่นรู้สึกดีกับเกมนี้ ว่า “เออ มันก็ไม่ได้เล่นยากนะ”

ถือว่าเป็นการสร้างความประทับใจวิธีหนึ่ง

ก็ถือเป็นอันสิ้นสุด อันนี้ก็บอกให้ผมมาเล่นต่อนะพรุ่งนี้

การที่จะบอกให้เรามาเล่นต่อพรุ่งนี้ มันก็ต้องมีสาเหตุ ถ้าบอกว่า “มาเล่นอีกล่ะ” เฉยๆ มันก็ไม่น่าดึงดูดใจเท่าไร

Farmville ใช้วิธี “ให้กลับมาเก็บผักที่ปลูกไว้พรุ่งนี้”

วิธีนี้คือสร้างให้เรามีความผูกพันธ์กับเกมก่อน คือเรามีแปลงผักที่เป็น “ของเรา” ถ้าเรารู้สึกว่าแปลงผักนี้เป็นของเรา แน่นอนว่าเราต้องกลับมาดูแลมัน

นี่คือ tutorial ของการเล่นเกมปลูกผักครั้งแรก ซึ่งโดยส่วนตัวผมคิดว่าเขาทำออกมาได้ดีมากๆ เล่นแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม farmville ถึงประสบความสำเร็จขนาดนี้

ทำอะไรก็แล้วแต่ อย่าลืม “User experience” นะครับ

ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (เอกภาพ)

ช่วงนี้ผมเข้าไปเล่นในบอร์ด SEO (http://www.thaiseoboard.com) ค่อนข้างเยอะ ได้เห็น website ที่หลายๆ คนทำออกมาให้เพื่อนๆ ช่วย review มากมาย ผมก็ไปช่วย review ด้วย

Continue reading